อันที่จริงวัดห้วยมงคลนี้เรามาที่นี่กันตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้วอ่ะนะจ๊ะลูกขา
แต่เนื่องด้วยเวลาอันจำกัดจำเขี่ยของแม่ ทำให้ไม่ได้อัพไดอารี่อย่างทันทีทันใด แต่..เอาน่ะ อัพช้าดีกว่าไม่อัพเนอะ
บางเหตุการณ์ก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ให้รูปเป็นตัวรื้อฟื้นความจำดีกว่าจ๊ะ

ที่วัดเนี้ย มีรูปเหมือนหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกเชียวนะจ๊ะ ตั้งอยู่ที่ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ จ๊ะ
เค้าบอกว่า เป็นสมเด็จหลวงพ่อทวด เหยีบน้ำทะเลจืด จ๊ะ
หืมม ยังไงน่ะหรอ เดี๋ยวแม่เล่าให้ฟังนะ
วันที่เราไปเที่ยวนี้ ท้องฟ้าค่อนข้างมืดครึ้มจ๊ะ ก้อนเมฆก้อนเบ้อเร่อเลยล่ะ ก็เริ่มจะเข้าสู่ฤดูมรสุมแล้วนี่

ลงประวัติซะหน่อยเนอะลูกเนอะ เอาไว้เป็นความรู้รอบตัว ขอบคุณมากนะค้าสำหรับความรู้จากเวบ moohin.com
หลวงพ่อทวด หรือสมเด็จพะโคะ มีชื่อเดิมว่าปู เป็นลูกชายของนายหูและนางจัน เกิดในปลายสมัยพระมหาธรรมราชา
(อาจจะเป็นปี พ.ศ. 2125 หรือ 2131) ตอนเด็กชายปูยังเป็นทารก มีเรื่องเล่าเป็นปาฏิหาริย์เอาไว้ว่าหลังจากนางจัน
เลิกอยู่ไฟก็ออกเกี่ยวข้าวทันที วันหนึ่งนางไปเก็บข้าวก็เอาลูกชายไปด้วย และได้ผูกเปลใต้ต้นหว้า งูตะบองสลาได้ขึ้น
มานอนบนเปลนั้น เมื่อพ่อกับแม่มาเห็นงูก็เลื้อยหายไป แต่ได้คายแก้ววิเศษเอาไว้ให้

จนเมื่อเด็กชายปูอายุได้ 7 ขวบ ผู้เป็นพ่อได้ฝากกับท่านสมภารจวงซึ่งเป็นพี่ชายของนางจันผู้เป็นแม่ (หลวงลุง) วัดกุฏิ
หลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือ เด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้
อย่างรวดเร็ว

เมื่ออายุได้ 10 ขวบ ก็บวชเป็นสามเณรและผู้เป็นพ่อได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษา
ต่อกับพระชินเสนที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงมากมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่ออายุได้
20 ปีบริบูรณ์ ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถรปิยทัสสี ต่อมาก็ได้เข้ารับการอุปสมบท มี
ฉายาว่า "ราโมธฺมมิโก" แต่คนทั่วๆ ไปเรียกว่า "เจ้าสามีราม" และได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ
อีกหลายวัด

เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้ว จึงได้ขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึง
เมืองชุมพรได้เกิดคลื่นลมทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ ต้องทอดสมออยู่ถึง 7 วัน ทำให้เสบียง
อาหารและน้ำหมด

บรรดาลูกเรือจึงตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดอาเพศในครั้งนี้เป็นเพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะ ได้
นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้นท่านได้ห้อยเท้าซ้ายแช่ลงไปในทะเล ก็บังเกิดอัศจรรย์ น้ำ
ทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายใสแวววาว ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืดจึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึง
นิมนต์ให้ขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นเจ้าสามีรามก็เป็นอาจารย์ของเจ้าสำเภาอินสืบมา

ตายแระ ดูหน้าแม่จิ ไม่สวยเรย อ๋อ สงสัยตอนนั้นคงทะเลาะกะพ่อ( อีกแล้ว )
ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวมาสักการะบูชาหลวงพ่อทวดจำนวนมาก
อภินิหารที่ท่านสามีรามเหยียบน้ำทะเลจืด เป็นที่โจษขานมาถึงบัดนี้ และเหตุการณ์ตอนนี้มีเล่าเสริมพิสดารขึ้นว่า ตอน
แรกนายอิน เจ้าของสำเภาเชื่อมั่นว่าพระสามีรามเป็นกาลกิณี เรือจึงต้องพายุเพราะก่อนมาไม่เคยเป็น เมื่อคลื่นสมสงบจึง
คิดจะเอาเจ้าสามีรามปล่อยเกาะ แต่พอได้เห็นปาฏิหาริย์จึงขอขมาโทษ

ในยุคสมัยนี้ เกือบจะไม่มีชาวไทยคนใดเลย ที่จะไม่ได้ยินหรือได้ฟังกิตติศัพท์เล่าลือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ
ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ความศักดิ์สิทธิ์อันนี้ บ้างก็เป็นเรื่องของการคลาดแคล้วจากอุบัติเหตุสยองจากไฟไหม้หรือจาก
ภัยพิบัติต่างๆ และหลวงพ่อทวดไม่ใช่จะคุ้มครองเฉพาะในด้านอุบัติเหตุเท่านั้น แม้แต่ในทางโชคลาภก็ให้ผลอย่างดีที่สุด
เหรียญรุ่นต่างๆ ของหลวงพ่อทวด จึงเป็นที่นิยมของเซียนพระอยู่ไม่น้อย

เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และด้วยความเคารพศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อทวด ภาครัฐและเอกชน
จึงได้ร่วมกันสร้าง "หลวงพ่อทวด" องค์ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น ณ "วัดห้วยมงคล"

นี่ขนาดว่าครึ้มฟ้าครึ้มฝนนะเนี่ย อากาศสุดแสนจะร้อนเหลือหลาย พาข้าวปั้นมาพักกินนมกันก่อนเพราะดูท่าทางง่วง
( แต่ก็ไม่ยักกะหลับแฮะ )

กินนมเสร็จแล้ว ลุยกันต่อ

ช้าง...
ไม่ทันได้อ่านประวัติแฮะ ก็มัวแต่ทะเลาะกะพ่ออยู่น่ะแหละ ไร้สาระๆ

มาทำนายทายทักกับช้างเสี่ยงทายดีกว่า แม่ได้อธิฐานอะไรบางอย่าง
แต่..ยังไม่เฉลย เอาไว้ลงในไดหน้าต่อไปดีกว่า เพราะตอนนี้ง่วงแร้วววว
นอนก่อนล่ะจ๊ะ